บทที่ 10 สามีไร้ใจ (03)
ชั่วพริบตาเสียงกรีดร้องเพื่อระบายออกก็ระงมลั่นรถ พร้อมๆ เสียงครวญคร่ำร่ำไห้ ทั้งที่เตรียมไว้ใจเจ็บ แต่ไม่คิดว่าจะเจ็บถึงเพียงนี้ เจ็บกว่าสองปีที่ผ่านมา และคาดว่า ความเจ็บร้าวลึกจะอยู่กับตนไปนานแสนนาน หรือไม่ก็ตราบจนนิรันดร์
ดวงหน้าสวยฟุบกับพวงมาลัยอย่างหมดแรง สองมือกำเกร็งจนแน่น นัยน์ตาพร่ามัวหนัก ฉายชัดว่าเจ็บสุดบรรยาย ไม่ว่าจะหันซ้ายแลขวาก็ไม่พบใครที่จะยื่นอกกว้างมาให้พักพิง เพื่อนซึ่งรักและสนิทก็อยู่ในต่างแดน สิ่งที่อยู่กับหญิงสาวจึงคือความว่างเปล่า น้ำตา และคำว่า เงื่อนไข
มือนุ่มต้องยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาอีกหน ยามเหลือบไปเห็นแสงสว่างหน้าจอขนาดสี่เหลี่ยมของโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่กล้ากดรับ ทำใจไม่ไหวจริงๆ ไม่อยากจะได้ยินเสียง และคำถามห้วนเข้มซึ่งบ่งบอกว่า ธีมะไม่เคยห่วงใยในตัวของหล่อนแม้สักนิด
รถรุ่นใหม่คันเล็กสีขาวเคลื่อนตัวออกสู่ท้องถนนสีเทาอีกหน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ คนขับมีสติ กลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหลผ่านแก้ม ฝืนทนเท่าที่ทำได้ ซึ่งรับรองว่าเมื่อถึงห้องกว้างเมื่อใด น้ำตาใสเม็ดโตต้องย้อนกลับมารื้นขึ้นแล้วร่วงเผาะเป็นแน่
“นิชา” คนตัวโตพึมพำชื่อภรรยาแผ่วๆ สายตาจับจ้องรถซึ่งเคลื่อนตัวออกไป ขณะเท้าเหยียบคันเร่งให้เจ้าพาหนะสี่ล้อพาตนเองเคลื่อนตัวตามรถของภรรยาไปด้วยหัวใจที่ว้าวุ่น
เจ้าของร่างระหงพากายอ่อนแอเดินโผเผขึ้นลิฟต์มายังชั้นซึ่งตนเองพักอาศัย เท้าแต่ละก้าวหนักราวมีเหล็กมาถ่วงไว้ บวกกับอาการคลื่นเหียนอาเจียน รู้สึกถึงรสชาติทั้งเปรี้ยวและหวานปะปนอยู่ในปาก สร้างความย่ำแย่แก่นาฏนิชาอย่างสุดจะกล้ำกลืน
เรือนร่างนวลยังคงฝืนตัวเพื่อเดินไปให้ถึงห้องพัก ทั้งที่เจียนจะล้มลงเต็มที่ โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนเดินตามมา ชายหนุ่มใช้ลิฟต์อีกตัว รีบสาวเท้าไวๆ หมายจะเข้าไปประคอง แต่สมองที่มีอิทธิพลมากกว่าหัวใจสั่งห้าม แขนขาจึงชะงักงัน
‘ไม่รักก็อย่าให้ความหวัง’ นี่คือสิ่งที่สมองย้ำเตือนให้ถอยห่าง สิ่งที่ทำคือเดินตามไปห่างๆ ปรับสีหน้าให้เหมือนทุกครั้ง นั่นคือ เรียบเฉยและสายตาว่างเปล่า
ประตูสีเทาถูกเปิด เท้าน้อยก้าวเข้าไปอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าจังหวะที่หมุนตัวหมายจะปิดประตูลงกลับพบร่างสูงใหญ่ในสภาพชุดนอน จึงยกมือขยี้ตาแรงๆ สองหน คิดว่าคงตาฝาด น้ำตาซึ่งเหือดหายกลับมารื้นขึ้นด้วยใจสุดจะกลั้น เมื่อเบื้องหน้าคือธีมะตัวเป็นๆ พลันเงยหน้าขึ้นสบประสานสายตาอย่างไม่ปิดบัง
ชั่วอึดใจนั้นธีมะถึงกับพูดไม่ออก ยามเห็นความอ่อนแอของคนที่ตนเองร่วมใช้ชีวิตมายาวนานถึงสองปี นัยน์ตาสั่นระริกไหว ทั้งตัดพ้อทั้งเรียกร้องในคราเดียว เท้าหนักเลยถอยออกห่าง ราวทนเห็นหยาดหยดน้ำตาไม่ไหวอีกต่อไป แล้วสาวเท้าไวๆ หมายจะไปให้พ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า
คนตั้งครรภ์อ่อนๆ กระโจนจ้วงเข้าไปใกล้คนเป็นสามี ปรารถนาจะโอบกอดเพื่อหาความอบอุ่น เนื่องจากโอกาสคงมีอีกไม่มาก แต่อีกฝ่ายกลับขยับตัวหลบราวรังเกียจ เรียกเสียงสะอื้นที่ดังกว่าเดิม ก่อนเสียงสั่นๆ จะแผ่วระริก สร้างความตระหนกแก่ชายหนุ่ม จนเซซวน
“นะ…นิชารักคุณธี” ในที่สุดก็พูดออกไป กลัวขืนชักช้ากว่านี้จะหมดโอกาส ไม่อยากเก็บไว้บอกในวันแต่งงานของอีกฝ่าย เพราะไม่ว่าบอกตอนไหนค่าก็เท่ากัน นั่นคือ...เจ็บ
“เธอ…ละเมิดเงื่อนไขของเรานิชา” เสียงทุ้มเย็นยะเยียบ ไม่ดีใจที่ได้ยินคำว่า รัก แล้วบอกย้ำซ้ำว่าอีกฝ่ายทำผิดข้อตกลง พลันขยับเท้าห่างออกไปอีกสองก้าว เมินหน้าหนีเมื่อเสียงโฮร่ำไห้ปลิวมากระทบโสตประสาท
คนเจ็บไม่พอยังดึงดันพาร่างเข้าหาชายหนุ่มแล้วทรุดตัวลงแทบเท้า หล่อนผิดมากใช่ไหมที่รักเขา ผิดมากหรือเปล่าที่ละเมิดเงื่อนไข แล้วเงยหน้าขึ้น หยดน้ำตาไหลพรากไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ด้านธีมะก็ผงะ แต่ไม่กล้าก้าวสะบัดขาออกห่าง เกรงว่าจะทำให้ลูกในท้องเจ็บ
“ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วนิชา ว่าเธอรักฉันไม่ได้ เพราะฉันไม่มีหัวใจเหลือแบ่งไว้ให้เธอ ชีวิตฉันมีเพียงฝนเท่านั้น ทำไมเธอถึงไม่เข้าใจ” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ ทำเพียงยืนมอง ไม่ทำแม้ปลุกปลอบ เพราะสิทธิ์แสดงความห่วงใยในฐานะคนร่วมชีวิตหมดลงตั้งแต่ หญิงสาวละเมิดข้อตกลง
“นะ…นิชา” คนตกอยู่ในอารมณ์เศร้าระคนขื่นขมถึงกับพูดไม่ออก น้ำเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหายเป็นห้วงๆ พลางกัดเม้มเรียวปาก อยากให้ธีมะใช้นิ้วโป้งด้านในเกลี่ยหยดน้ำตาออกจากใบหน้า แต่สิ่งที่หวังคือความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ชาตินี้ไม่มีวันเป็นจริง
“ถอยออกไปนิชา ฉันจะกลับแล้ว” สิ้นคำชายหนุ่มก็ทำท่าจะขยับ ทว่าอีกฝ่ายไม่ยินยอม ส่ายหน้าไปมา แต่ไม่ยอมพูดจา จึงเอ่ยออกไปอีกหน
“นิชา” เขาเน้นน้ำหนักที่ชื่อของสาวเจ้า
คนเจ็บก้มหน้างุด เอาแต่กอดรัดขากำยำ ตอนนี้รู้สึกเจ็บยิ่งกว่าโดนมีดจ้วงแทงสักสิบยี่สิบครั้งเสียอีก จนกายชาหนึบ ขยับไม่ได้ อัตราการเต้นของหัวใจก็ถี่รัวและหนักหน่วงผิดปกติ
“ปล่อยมือออกจากขาของฉันนิชา ถ้ายังอยากจะให้เราเป็นคนรู้จักกัน” คำขู่นิ่มๆ ทำให้อีกฝ่ายรับคำโดยง่าย
“นิชาขอโทษ” แม้รู้ว่าถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยไม่ได้มีอิทธิพลหรือคุณค่าใดๆ ต่อใจดวงหนา แต่ก็อยากจะเอ่ยออกไป ก่อนเฝ้าจับจ้องแผ่นหลังกว้างหายลับตาเข้าไปในลิฟต์ โดยเจ้าหล่อนยังทรุดอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ อาการคลื่นไส้หายไปในพริบตา หลงเหลือเพียงแค่น้ำตากับความเจ็บช้ำเท่านั้น
ด้านคนตัวโตกลับมีอาการคลื่นเหียนแทนนาฏนิชา แถมยังหนักเสียด้วย จนรู้สึกหน้ามืดตาลาย ขณะสองขาก้าวขึ้นรถคันหรู แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่อันคุ้นเคย ด้วยหัวใจสับสน ความอึดอัดเต็มคับอกจนแทบล้นทะลัก
